ทฤษฎความรู้ของอิมมานูเอล คานท์
- ความสำคัญของทฤษฎีความรู้ของคานท์
- การประสานเหตุผลนิยมและประสบการณ์นิยม
- ค้านท์สร้างสะพานเชื่อมระหว่างสองสำนักคิดใหญ่
- เขายอมรับทั้งบทบาทของประสบการณ์และบทบาทของจิต
- แนวคิดนี้เปลี่ยนวิธีมองความรู้ของตะวันตกอย่างมาก
- การเน้นบทบาทผู้รู้
- ผู้รู้ไม่ใช่ผู้รับข้อมูลแบบเฉย ๆ
- จิตมีบทบาทสร้างระเบียบลความหมายให้กับสิ่งที่รับรู้
- ความรู้จึงเป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้รู้กับสิ่งที่ถูกรู้
- อิทธิพลต่อปรัชญาสมัยใหม่
- คานท์มีอิทธิพลต่อญาณวิทยาและปรัชญาวิทยาศาสตร์
- แนวคิดเรื่องเงื่อนไขของความรู้กลายเป็นรากฐานสำคัญ
- ปรัชญาหลังคานท์จำนวนมากต่อยอดหรือโต้แย้งจากจุดยืนนี้
- ภาพรวมของปัญหาและความรู้
- เป้าหมายของค้านท์
- คานท์พยายามตอบคำถามว่า มนุษย์ "รู้ได้อย่างไร" และ "รู้อะไรบ้าง"
- เขาต้องการหาทางอธิบายความรู้ที่แน่นอน โดยไม่พึ่งพาเหตุผลล้วนหรือประสบการล้วนอย่างสุดโต่ง
- แนวคิดหลักคือการประสานระหว่า "สิ่งที่มาจากประสบการณ์" กับ "สิ่งที่จิตมนุษย์เป็นผู้จัดรูปให้"
- ปัญหาที่ค้านต้องการแก้
- เหตุผลนิยมเชื่อว่าความรู้ทั้งหมดมาจากประสาทสัมผัส
- ประสบการณ์นิยมเชื่อว่าความรู้ทั้งหมดมาจากประสาทสัมผัส
- คานท์เห็นว่าทั้งสองฝ่ายยังอธิบายความรู้ได้ไม่ครบถ้วน
- เขาจึงสร้างแนวคิดใหม่เพื่ออธิบายเงื่อนไขที่ทำให้ความรู้เป็นไปได้
- แหล่งที่มาของความรู้
- ประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส
- ความรู้เริ่มต้นจากการรับรู้ประสาทสัมผัส
- สิ่งที่เราสัมผัสได้ให้ "วัตถุดิน" แก่ความรู้
- ข้อมูลดิบจากภายนอกยังไม่เป็นความรู้ที่ชัดเจนจนกว่าจิตจะจัดระเบียบ
- โครงสร้างของจิต
- จิตมนุษย์ไม่ได้รับข้อมูลแบบว่างเปล่า
- จิตมีโครงสร้างบางอย่างที่ใช้จัดรูปประสบการณ์
- ความรู้จึงเกิดจากการที่จิตนำข้อมูลจากประสบการณ์มาจัดให้อยู่ในแบบแผนที่เข้าใจได้
- ความรู้จึงเป็นผลร่วมกัน
- ความรู้ไม่ใช่ผลของประสบการณ์อย่างเดียว
- ความรู้ไม่ใช่ผลของเหตุผลล้วนอย่างเดียว
- ความรู้เกิดจากการทำงานร่วมกันของประสบการและโครงสร้างทางจิต
- รูปแบบการรับรู้
- รูปแบบเชิงญาณวิทยา
- คานท์แยกการรับรู้เป็น "สิ่งที่เรารับเขามา" และ สิ่งที่จิตใส่เข้าไป
- สิ่งที่รับเข้ามาคือข้อมูลจากภายในอก
- สิ่งที่จิตใส่เข้าไปคือรูปแบบการจัดระเบียบประสบการณ์
- อวกาศและเวลา
- อวกาศและเวลาเป็นรูปแบบเบื้องต้นของการรับรู้
- ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในวัตถุเอง แต่เป็นกรอบที่จิตใช้จัดประสบการณ์
- ทุกสิ่งที่เรารับรู้ได้ต้องปรากฏในเงื่อนไขของอวกาศและเวลา
- ความหมายของรูปแบบล่วงหน้า
- จิตมีเงื่อนไขบางอย่างก่อนประสบการณ์
- เงื่อนไขเหล่านี้ทำให้ประสบการณ์เป็นระเบียบและเข้าใจได้
- สิ่งนี้เป็นพื้นฐานให้ความรู้มีความเป็นสากลและจำเป็นบางส่วน
- สิ่งที่เรารู้ได้
- ปรากฏการณ์
- เรารู้ได้เฉพาะสิ่้งที่ปรากฏต่อประสบการณ์ของเรา
- สิ่งนี้เรียกกว่าโลกและปรากฏการณ์
- ความรู้ของมนุษย์มีขอบเขตอยู่ในสิ่งที่สามารถปรากฏและถูกจัดโดยจิต
- สิ่้งในตัวมันเอง
- สิ่งในตัวมันเองคือสิ่งที่เป็นจริงโดยไม่ขึ้นกับการรับรู้ของเรา
- คานท์เห็นว่าเรารู้สิ่งนี้โดยตรงไม่ได้
- เรารับรู้ได้เพียงสิ่งที่ปรากฏต่อเรา ไม่ใช่ความจริงแท้ของสิ่งนั้นทั้งหมด
- ขอบเขตของความรู้มนุษย์
- ความรู้มนุษย์มีขีดจำกัด
- เราไม่อาจอ้างว่ารู้ทุกสิ่งด้วยเหตุผลเพียงอย่างเดียว
- ความรู้ที่แท้ต้องอยู่้ในกรอบของประสบการณ์และเงื่อนไขของจิต
- ประเภทของความรู้
- ความรู้เชิงสังเคราะห์
- เป็นความรู้ที่ช่วยเพิ่มเนื้อหาใหม่ให้แก่ความเข้าใจ
- ไม่ได้แค่ชี้แจงความหมายเดิม แต่ขยายความรู้
- คานท์ให้ความสำคัญกับความรู้ประเภทนี้มาก
- ความรู้เชิงวิเคราะห์
- เป็นความรู้ที่อธิบายสิ่งที่มีอยู่แล้วในแนวคิด
- ไม่ได้เพิ่มข้อมูลใหม่มากนัก
- ใช้ในการอธิบายความหมายและความสัมพันธ์ภายในแนวคิด
- ความรู้สังเคราะห์ก่อนประสบการณ์
- คานท์เสนอว่ามีความรู้บางอย่างที่จำเป็นและเป็นสากล
- ความรู้สแบบนี้ไม่ต้องรอบประสบการณ์เฉพาะกรณี
- แต่ก็ยังใช้ได้กับโลกของประสบการณ์
- บทบาทของเหตุผล
- เหตุผลมีพลังแต่มีขอบเขตุ
- เหตุผลช่วยให้มนุษย์จัดระบบความรู้ได้
- แต่เหตุผลไม่ควรใช้เกินขอบเขตุประสบการณ์
- หากใช้เกินไปจะเกิดข้อสรุปที่พิสูจน์ไม่ได้
- การวิจารณ์เหตุผล
- ค้านท์เน้นการตรวจสอบเงื่อนไขและขอบเขตของเหตุผล
- เขาไม่ปฏิเสธเหตุผล แต่ทำให้เหตุผลมีที่ยืนที่เหมาะสม
- การวิจารณ์นี้ช่วยให้ปรัชญาตั้งอยู่บนความชัดเจนมากขึ้น
- การหลีกเลี่ยงความหลงผิดทางปรัชญา
- เมื่อเหตุผลออกนอกขอบเขต จะเกิดความสับสนและข้อโต้แย้งไม่รู้จบ
- คานท์พยายามกำหนดว่าอะไรคือสิ่งที่รู้ได้จริง
- และอะไรคือสิ่งที่ควรยอมรับว่าอยู่้นอกเหนือความรู้